ลั่วหยาง

Last updated: Apr 28, 2011  |  3064 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ลั่วหยาง

ลั่วหยาง

นครลั่วหยางตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งด้านทิศใต้ของแม่น้ำฮวงโห ทิศเหนือพิงภูเขาหมางซาน ทิศใต้อยู่ติดกับแม่น้ำลั่วสุ่ย ทิศตะวันออกใกล้กับเมืองหู่เหลา ทิศตะวันตกเป็นด่านหันหู่กวน รอบด้านปรากฎภูเขาล้อมรอบ กึ่งกลางเป็นที่ราบ นครลั่วหยางมีแม่น้ำสี่สายไหลผ่าน ทั้งตั้งอยู่ในภูมิประเทศอันตราย ทั้งมีทิวทัศน์งามสดใส ผืนดินอุดมสมบูรณ์ การคมนาคมสะดวกยิ่ง

ลั่วหยาง เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นในสมัยสงครามระหว่างรัฐ (จ้านกั๋วก่อนคริสต์กาล 403-221 ปี) อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ของพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของลั่วหยางนี้มีมาก่อน หน้านั้นยาวนานนับพันปีเนื่องจากตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การดำรงชีพและการ ปกครองของบรรพบุรุษชาวจีนมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ โดย ณ พื้นที่อันเป็นเมืองลั่วหยางในปัจจุบันก็ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาก มายทั้งใน สมัยเซี่ย (ศตวรรษที่ 21-17 ก่อนคริสต์ศักราช) ซาง (ศตวรรษที่ 17-11 ก่อนคริสต์ศักราช) โจวตะวันตก (ศตวรรษที่11 - 771 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ที่มาที่ไปของชื่อ ลั่วหยาง นั้น ลั่ว มาจากชื่อของแม่น้ำลั่ว ขณะที่คำว่า หยาง บ่งบอกว่าเมืองแห่งนี้อยู่ทางด้านทิศเหนือของแม่น้ำลั่ว ....

ลั่วหยาง ถือเป็นหนึ่งในเจ็ดราชธานีเก่าแห่งแผ่นดินจีน ร่วมกับ อันหยาง ซีอาน ไคเฟิง หางโจว หนานจิง และ ปักกิ่ง ซึ่งหากพลิกดูประวัติศาสตร์คำนวณรวมดูแล้วนั้น เมืองแห่งนี้ถือเป็นราชธานีของจีนมาหลายยุคหลายสมัย รวมระยะเวลายาวนานกว่าพันปี 13 ราชวงศ์ มีกษัตริย์หรือฮ่องเต้เคยประทับอยู่ที่เมืองนี้กว่า 105 พระองค์

การปรากฎหลักฐานอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในสถานะเมืองหลวงของลั่วหยางก็ คือ การย้ายเมืองหลวงจาก เฮ่าจิง ( บริเวณเมืองซีอานในปัจจุบัน)ไปยังทิศตะวันออกมายัง ลั่วอี้ ( ลั่วหยางในปัจจุบัน) ของโจวผิงหวัง เมื่อ ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์โจวตะวันตก และเริ่มเข้าสู่ยุคโจวตะวันออก เมื่อเกือบ 2,800 กว่าปีก่อน

โดยในยุคต่อๆ มา ลั่วหยางก็เป็นเมืองหลวงของ ฮั่นตะวันออก ก๊กเว่ยของโจโฉในสมัยสามก๊ก (หรือ วุยก๊ก ที่คนไทยรู้จัก) จิ้นตะวันตก เป่ยเว่ย สุย (ในสมัยสุยหยางตี้) ถัง (ในสมัยพระนางบูเช็กเทียน หรือ อู่เจ๋อเทียน) ทั้งนี้หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าในอดีต 'ลั่วหยาง' นั้นมีสถานะคล้ายเป็นเมืองหลวงอะไหล่ เมืองหลวงสำรองของ ฉางอาน (ซีอาน) มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น ในสมัยโจว ฮั่น สุย ถัง

หลังจากที่สุยหยางตี้ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ ก็เลือกสถานที่ในนครลั่วหยางตั้งเป็นราชธานีใหม่ ... สุยหยางตี้ฮ่องเต้ยังถือนครลั่วหยางเป็นจุดศูนย์กลาง ขุดคลองต้ายุ่นเหอเชื่อมดินแดนตอนเหนือและใต้ เชื่อมบรรจบแม่น้ำห้าสายเข้าด้วยกัน ทำให้ลั่วหยางกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมของแผ่นดิน

เมืองลั่วหยาง ดอกโบตั๋นได้รับการยกย่องว่า เป็นดอกไม้ประจำเมือง เมื่อ 1,000 ปีก่อน ดอกโบตั๋นลั่วหยางมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ตั้งแต่ปีค.ศ.1983 เป็นต้นมา ลั่วหยางก็มีการจัดงานชมดอกโบตั๋นขึ้นทุกปี

ถ้ำหลงเหมิน (หลงเหมินสือคู)
ถ้ำหลงเหมิน เป็นถ้ำพุทธศาสนา มรดกโลก 1 ใน 4 ของประเทศจีน ข้อมูลของสถาบันวิจัยถ้ำหลงเหมิน พบว่า ทั้งภูเขาแห่งนี้มีถ้ำเป็นจำนวนทั้งสิ้นถึง 2,345 ถ้ำ ถ้ำหลงเหมิน หรือ 'ประตูมังกร' มีความวิจิตรแห่งพุทธศิลป์ เป็นวัดโบราณในพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของจีน อยู่ห่างจากเมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนานไปราว 12 กิโลเมตร อยู่ที่บริเวณเทือกเขาเซียงฉาน (Xiangshan) หรือที่ชาวจีนเรียกว่า 'เนินเขาตะวันออก' และตั้งประจันหน้าพื้นที่เนินเขาหลงเหมินฉาน (Longmen Shan) การเจาะสลักหน้าผาแห่งนี้ เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.493 เมื่อจักรพรรดิซวนอู่ (Xaowen) นับมรดกของโลกที่แสดงถึงความเจริญ การเผยแพร่ทางศาสนาพุทธในประเทศจีนที่ยังมีให้พวกเราได้เห็นจนถึงทุกวันนี้ มีแม่น้ำอี๋สุ่ยไหลผ่านตรงกลาง มองดูเสมือนประตูที่มีมังกรโลดแล่นขนาบอยู่ จึงได้ชื่อว่า หลงเหมินคือ ประตูมังกร อยู่ระหว่างภูเขาเซียงซานทางทิศตะวันออก และภูเขาหลงเหมินทางทิศตะวันตก หันหน้าออกสู่ริมฝั่งแม่น้ำอี้ พื้นที่บริเวณกลุ่มถ้ำมีความยาวจากทิศเหนือจรดทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร จัดว่าเป็น 1 ใน 3 แหล่งปฏิมากรรมโบราณที่ประกอบด้วย ถ้ำผาม่อเกา ถ้ำผาหลงเหมิน และถ้ำผาหยุนกัง ที่มีชื่อเสียงที่สุดในจีน สถานที่นี้เป็นช่องทางสำคัญทางการคมนาคมที่มีภูเขาสีเขียว และน้ำใสอีกทั้งอากาศก็ดี จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของนักเขียนและปัญญาชนจีน ในสมัยต่างๆ นอกจากนี้ หินในสถานที่นี้ก็มีคุณภาพดีเหมาะสำหรับการแกะสลัก ฉะนั้นคนจีนในสมัยโบราณจึงเลือกสถานที่นี้ขุดเจาะถ้ำหิน

ถ้ำหินหลงเหมิน มีอายุราว 1,500 ปี เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยเว่ยเหนือ ค.ศ. 494 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง บูรณะ และต่อเติมยาวนานถึง 400 กว่าปีจนถึงยุคราชวงค์ถังและซ่ง มีความยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร ปัจจุบันยังคงหลงเหลือถ้ำผาแกะสลักอยู่จำนวน2,100 กว่าคูหา โพรงแท่นบูชา 2,345 ช่อง ศิลาจารึกสลักอักษรจีนและหมายเหตุบันทึกต่างๆ อีก 3,600 กว่าหลัก รวมถึงเจดีย์พุทธ 50 กว่าแห่ง พระพุทธรูปสลักมากกว่า 100,000 องค์ องค์ใหญ่สูงสุด 17 เมตร องค์เล็กสุดเพียงแค่ 2 ซ.ม.

ถ้ำผาลงเหมิน ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 24 เมื่อปี พ.ศ. 2543 เป็นถ้ำหิน 1 ใน 3 ถ้ำใหญ่ ที่มีการแกะสลักของประเทศจีน


ศาลเจ้ากวนอู
กวนอู เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก เกิดเมื่อวันที่ 24 เดือน 6 จีนศักราชเอี่ยงฮี ปี พ.ศ. 703 ในรัชสมัยของพระเจ้าฮั้นฮวนเต้ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 เดือนที่ 7 จีนศักราชเคี่ยงเซ้ง ปี พ.ศ. 762 ในรัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ เป็นชาวอำเภอไก่เหลียง ลักษณะตามคำบรรยายในวรรณกรรมสามก๊ก กวนอูเป็นผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ 9 ฟุตจีนหรือประมาณ 6 ศอก ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทราสุก นัยน์ตายาวรี คิ้วดั่งหนอนไหม หนวดเครางามถึงอก มีง้าวรูปจันทร์เสี้ยว ยาว 11 ศอก หนัก 82 ชั่ง เป็นอาวุธประจำกายเรียกว่า "ง้าวมังกรเขียว" หรือ "ง้าวมังกรจันทร์ฉงาย" เชี่ยวชาญและเก่งกาจวิทยายุทธ จงรักภักดี กตัญญูรู้คุณ มีคุณธรรมและซื่อสัตย์เป็นเลิศ

ศาลเจ้ากวนอู ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองลั่วหยางออกไป 7 กิโลเมตร เล่าขานกันว่าเป็นที่ฝังศีรษะของกวนอู แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยสามก๊ก และเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของชาวจีน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจีน ภายในศาลเจ้าประกอบไปด้วยตำหนักสามตำหนัก ตำหนักหลักของศาลเจ้ากวนอูตั้งอยู่ภายใน ระยะทางผ่านจากประตูใหญ่เข้าไปประมาณ 50 เมตร มีสิงโตหินจำนวน 104 ตัวเรียงรายสองข้างทาง ที่บริเวณตำหนักใหญ่ มีรูปปั้นกวนอูขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้คนที่เคารพนับถือสักการบูชา ตำหนักที่สอง หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลัวหยาง ตามเรื่องของสามก๊ก กวนอูแพ้สงครามจึงถูกจับตัดหัว เพื่อยุให้โจโฉและเล่าปี่เกลียดแค้นกัน ซุนกวนได้นำศีรษะของกวนอูส่งไปให้โจโฉ โจโฉซึ่งชื่นชอบในตัวกวนอู ได้นำศีรษะของกวนอูไปฝังอย่างสมเกียรติ บริเวณรอบๆ ปลูกต้นสนมากมายจนเป็นป่าสน จึงมีชื่อว่า “กวนหลิน”

กวนอูเป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนและคนไทยเชื้อสายจีนให้ความเคารพบูชาและศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก กวนอูเปรียบเสมือนเทพเจ้าที่ชาวจีนให้ความเคารพกราบไหว้บูชาในฐานะที่เป็นเทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ ไม่เพียงแต่ยกย่องให้กวนอูเป็นเทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่ออย่างเดียวเท่านั้น แต่กวนอูยังได้รับสมญานามให้เป็นถึงคือมหาเทพกวนอูผู้ยิ่งใหญ่แห่งความจงรักภักดี คุณธรรมและความกล้าหาญ

วัดม้าขาว หรือ วัดไป๋หม่า
เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน สร้างขึ้นเมื่อสมัยราชวงศ์ฮั่น วัดม้าขาวถือว่าเป็นปฐมสังฆาราม หรือ วัดพุทธแห่งแรกในประเทศจีน โดยกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา วัดแห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ผ่านยุคสมัยรุ่งเรือง และร่วงโรยของพุทธศาสนาในประเทศจีนมาก็มาก กระทั่งปัจจุบัน อารามที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นต่างก่อสร้างขึ้นในสมัยหมิงและชิงทั้งสิ้น โดย วิหารพระใหญ่ เป็นสิ่งก่อสร้างหลักของวัด แผนผังวัดม้าขาว เป็นรูป 4 เหลี่ยม มีพื้นที่กว้าง 4 หมื่นตารางเมตร

ปัจจุบันมีอาคารศาลาต่างๆ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปฝ่ายมหายานมากมาย สร้างสมัยแตกต่างกัน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์หยวน มีห้องโถงต่างๆ เช่น ห้องเทพเจ้าแห่งสวรรค์ ห้องประดิษฐานพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ห้องพระไวโรจนะ ห้องแนะทางสวรรค์ ในแต่ละห้องมีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระโพธิสัตว์ทั้งห้าพระองค์ มีหอพระไตรปิฎก ภายนอกวัดมีพระเจดีย์อิฐ เรียกว่า จวิ๋นหยุน เป็นพระเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในจีน ยังมีศิลาจารึกตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง รวมแล้วกว่า 40 หลัก ด้านหน้าวัดทั้งสองข้าง มีรูปม้าแกะสลัก 2 ตัวขนาดเท่าตัวจริง แกะสลักจากหินทรายสมัยราชวงศ์ซ่ง วัดม้าขาวยังคงเป็นสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ที่พุทธศาสนิกชนประเทศต่าง ๆ จำนวนมากไปนมัสการ
                                                                                                                                                    

Powered by MakeWebEasy.com