ซีอาน

Last updated: Apr 28, 2011  |  3340 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ซีอาน

ซีอาน (xian)

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน เป็นเมืองหลวงของมณฑลฉ่านซี ในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ในอดีตซีอานได้เป็นเมืองหลวงของ 13 ราชวงศ์ รวมทั้ง โจว ชิน ฮั่น และ ถัง ซีอานยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหม ซีอานมีประวัติอันยาวนานมากกว่า 3,100 ปี โดยชื่อเดิมว่า ฉางอาน ซึ่งมีความหมายว่า "ความสงบสุขชั่วนิรันดร์" ซีอานเป็นเป็นเมืองที่เจริญและใหญ่ที่สุดในส่วนตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน
 

ปัจจุบันมีสถานที่สำคัญหลายแห่งในมณฑลส่านซีไดถูกจัดเป็นมรดกโลก จากองค์การสหประชาชาติ เช่น หุ่นทหารโบราณ (Army of Terracotta Worriors) ที่ถูกค้นพบในปี 1974 ซีอานถือเป็นแหล่งอันอุดมไปด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโด่งดังระดับโลกแห่งหนึ่ง นครซีอานเป็นเมืองโบราณทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมายาวนานของชนชาวจีน มรดกทางวัฒนธรรมของนครซีอานมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีสำนักงานคุ้มครองโบราณวัตถุที่สำคัญถึง 282 แห่ง เป็นสำนักงานคุ้มครองโบราณวัตถุที่สำคัญระดับประเทศถึง 34 แห่ง ระดับมณฑล 72 แห่ง มีโบราณวัตถุที่เก็บรักษาในพิพิธพัณฑ์ถึง 1.2 แสนกว่าชิ้น หลุมปิงหม่าหย่งของจักรพรรดิฉินได้รับสมญานามเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่แปดของโลก ทั้งยังมีกำแพงเมืองโบราณซีอานที่สร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งมีขนาดใหญ่และค่อนข้างสมบูรณ์ อีกทั้งมีวังโบราณต่างๆ เช่น วังถังต้าหมิง วังฉินอาฝาง เป็นต้น

ซีอานเป็นเมืองโบราณเก่าแก่กว่า 3 พันปี เป็นแหล่งชุมนุมของคนดังในอดีต นับตั้งแต่ฮ่องเต้จิ๋นซี ปฐมกษัตริย์ผู้ทรงรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่น พระนางบูเช็คเทียน จักรพรรดินีพระองค์แรกและพระองค์เดียวแห่งบัลลังก์มังกร จอมนางหยางกุ้ยฟุย หนึ่งในสี่หญิงงามเหนือแผ่นดินใหญ่ และพระเสวนจางหรือพระถังซำจั๋งที่คนไทยคุ้นเคย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งชุมชนที่มีชาวต่างชาติพักพิงอาศัยทำมาค้าขายบนเส้นทางแพรไหมมาตั้งแต่สมัยฮวงตี้ ฮ่องเต้ จนมาถึงยุคเฟื่องฟูที่สุดอีกครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง คุณหวางและคุณหวานได้ชักชวนฉันต้อนรับแสงแรกของต้นฤดูใบไม้ผลิด้วยการพาเดินเล่นยืดเส้นยืดสายอยู่ภายในกำแพงเมืองโบราณอายุกว่า 600 ปี กลางใจมหานครซีอาน ซึ่งเต็มไปด้วยการจราจรที่พลุกพล่าน 
 
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ คือมหาสุสานของจักรพรรดิจีน จิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้) แห่งราชวงศ์ฉิน อยู่ที่เชิงเขาหลีซัน ตั้งอยู่ที่ตำบลหลินถง ห่างจากเมืองซีอาน มณฑลฉ่านซี ประเทศจีน ปัจจุบันสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1987 และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองซีอาน

ตามประวัติ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้เริ่มก่อสร้างในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 38 ปี ตั้งแต่ปี 246 - 208 ก่อนคริสตกาล ซึ่งอาณาเขตพื้นที่ของสุสานรวมทั้งสิ้น 2,180 ตร.กม. แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นในและพระราชฐานชั้นนอก ภายในสุสานใช้บรรจุพระบรมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ตลอดจนกองกำลังทหาร นางสนมและนางกำนัล รถม้าและขุนพลทหาร ที่สร้างมาจากดินเผา จำนวนมาก เพื่อเป็นตัวแทนของข้าราชบริพารในการร่วมเดินทางไปยังปรโลกของจิ๋นซีฮ่องเต้

โครงสร้างและสถาปัตยกรรมโดยรวมของสุสาน มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความลึกเฉลี่ย 35 เมตร กว้าง 145 เมตร และ ยาว 170 เมตร สำหรับห้องบรรจุพระบรมศพอยู่จุดกึ่งกลางของสุสาน มีความสูง 15 เมตร มีขนาดพื้นที่และความใหญ่โตมโหฬาร สำหรับภายใน ในส่วนที่ก่อสร้างจากหินนั้นยังคงได้รับการปิดผนึกอย่างดีโดยคงสภาพเดิมเอาไว้ และไม่เคยผ่านการขุดและรื้อทำลายมาก่อน โดยโครงสร้างของสุสานดังกล่าว มีรูปแบบโครงสร้างและการจัดสร้างที่มีความสลับซับซ้อน ขนาดของสุสานมีขนาดมหึมา ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติของจักรพรรดิจีนผู้รวบรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 โดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ในขณะที่ขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ บริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอาน ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม. โดยในระหว่างที่ขุดนั้น ก็บังเอิญพบกับซากของทหารดินเผา ที่ทราบภายหลังว่ามีอายุมากกว่า 2,000 ปี ปัจจุบันรัฐบาลจีนขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ภายในบริเวณพื้นที่หลุมสุสานกว่า 25,000 ตร.ม. มีการคาดคะเนว่าอาณาเขตของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้จะมีพื้นที่มากกว่า 2,180 ตร.กม. สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2530

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ Big Wild Goose Pagoda
หรือ เจดีย์ต้าเอี้ยนถ่าตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเมืองซีอาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาในราชวงศ์ถัง บริเวณเดียวกับเจดีย์ 7 ชั้นแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ วัดต้าเฉียน หรือในอดีตชื่อวัดอู่โหลวซื่อ ที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกซึ่งพระถังซำจั๋งได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ชาวซีอานมักมาสักการะขอพรพระพุทธรูปที่วัดแห่งนี้ ด้วยเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก โดยอยู่บนถนนเอี้ยนถ่าลู่ ซึ่งเป็นถนนที่ตัดตรงจากเขตกำแพงเมืองชั้นในลงมา จะแลเห็นองค์เจดีย์เด่นเป็นสง่าสะดุดสายตา องค์เจดีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 652 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังเกาจง (TANG KAO ZHONG) โดยก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 648 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังไท้จง (TANG TAI ZHONG) พระราชโอรส เจ้าชายหลี่จื้อ (จักรพรรดิถังเกาจงในเวลาต่อมา ทรงครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในปี ค.ศ. 650) ได้สร้างวัดต้าสือเอินซื่อ (TA SI EN SI) (วัดกตัญญุตาราม) นี้ขึ้นก่อน เพื่อเป็นการทดแทนพระคุณของพระราชมารดา คือ เหวินเต๋อหวงโฮ่ว จากนั้นเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วจึงได้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นตามคำขอของพระถังซำจั๋ง ในบริเวณวัดดังกล่าว

องค์เจดีย์มีรูปแบบเรียบง่าย ในศิลปะจีนผสมอินเดีย เดิมนั้นสร้างเพียง 5 ชิ้น แต่เมืองซีอานได้ประสบภัยแผ่นดินไหวมาหลายครั้ง จึงได้มีการบูรณะเรื่อยมาและมีการบูรณะใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง ปัจจุบันองค์เจดีย์มี 7 ชั้น สูง 64.1 เมตร ฐานขององค์เจดีย์วัดจากตะวันออกไปตะวันตกยาว 45.9 เมตร จากเหนือไปใต้ยาว 48.8 เมตร

ตามประวัติ
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ ศาสนสถานโบราณที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในแผ่นดินจีน หลังจากที่พระถังซำจั๋งเดินทางไปยังชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมา ท่านก็ได้พำนักที่วัดต้าเฉียน และเป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้ จากนั้นได้มีการสร้างเจดีย์ 5 ชั้นภายในอาณาเขตวัด ภายหลังได้ถูกทำลายลงในสมัยพระนางอู่เจ๋อเทียน พระนางจึงมีพระบัญชาให้สร้างขึ้นใหม่เป็น 10 ชั้น ก่อนจะพังทลายจากแผ่นดินไหวเหลือเพียง 7 ชั้นดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากเจดีย์ห่านป่าใหญ่ ซึ่งสามารถชมวิวข้างบนได้แล้ว ยังมีอนุสาวรีย์พระถังซำจั๋ง หอระฆังทางทิศตะวันออก หอกลองทางทิศตะวันตก พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ หอพระถังซำจั๋งที่มีรูปปั้นสัมฤทธิ์ของท่านในท่านั่งสมาธิ การได้มานมัสการที่วิหารพันปีแห่งนี้จึงนับได้ว่าเป็นสิริมงคลต่อชีวิตอย่างยิ่ง
 
เมื่อ พ.ศ. 2547 กำแพงเมืองด้านทิศใต้ส่วนหนึ่งพังลง แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมจนเรียบร้อย ขณะที่กำแพงส่วนอื่นๆยังคงทนแข็งแรงอยู่ ถือได้ว่าเป็นกำแพงเมืองโบราณที่ยังสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ทำให้กำแพงเมืองนี้เป็นจุดเด่นที่สำคัญในเมืองมรดกโลกแห่งนี้
ถนนชีวิตชาวหุย (Muslim Square Xian จัตุรัสมุสลิมซีอาน)
ชาวจีนย่านนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ใช่แต่เฉพาะอาหารการกินที่มีกลิ่นและรสแปลกๆเท่านั้น การแต่งกายก็ยังแตกต่างไปจากชุมชนชาวจีนอื่นๆหญิงสวม ฮิญาบ หรือผ้าคลุมหน้าตามแบบหญิงมุสลิมพวกผู้ชายสวมหมวกกลมกลางศีรษะ ชุมชนแห่งนี้เรียกตัวเองว่า "หุย" มีวิถีชีวิตสุขสงบ อยู่หลังกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง เวลานั้นตรงกับช่วงที่ท่านนบี มูฮัมหมัด (พ.ศ.1113 -1175 ) พระบรมศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลามได้สิ้นชีวิตไปแล้ว 30 ปี คำสอนของท่านซึ่งเริ่มต้นเผยแพร่ในหมู่ญาติสนิท ได้แผ่ขยายกว้างขวางไปทั่วคาบสมุทร อารเบีย ขณะที่อาณาจักรมุสลิมใหม่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในซีเรีย บรรดาพ่อค้าอาหรับและเปอร์เซีย เดินทางค้าขายทางบกมาตามเส้นทางไหม ผ่านเขาเทียนซาน ซินเจียง อุยกูร์ จนถึงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเหลือง สู่ฉางอาน (ฉางอัน Chang An) หรือ ซีอาน ในปัจจุบัน พ่อค้าเหล่านั้นได้นำศาสนาอิสลามเข้าสู่แผ่นดินจีนมาด้วย ส่วนอีกสายหนึ่งมาทางเรือ ในสมัยราชวงศ์สุยผ่านคาบสมุทรอินเดีย ขึ้นฝั่งแถบเมืองท่ากวางตุ้งและฮกเกี้ยน จากนั้นศาสนาอิสลามก็แพร่หลายอย่างมั่นคงยาวนาน

ยุคของถังไท่จงฮ่องเต้เปิดกว้างต้อนรับทุกศาสนา โปรดฯให้ชาวหุย สร้างศาสนสถานไว้ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนากิจ อยู่ที่ด้านหลังกำแพงเมืองฉางอานทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราวพ.ศ.1285 เรียกกันว่า "สุเหร่าใหญ่ชิงเจิน หรือชิงเจินสือ" ต่อมาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ตลอดมาหลายราชวงศ์ ทั้ง ซ่ง หยวน หมิง และ ชิง (แมนจู) จนถึงยุคปฏิวัติทางวัฒนธรรม รัฐบาลพรรคคอมมิวนิวสต์ พยายามลดความร้าวฉานทางลัทธิศาสนาต่างๆรวมทั้งแก้ไขนโยบายทางศาสนาของชนกลุ่มน้อย ส่งผลให้สุเหร่าผุดพรายกระจายทั่วแผ่นดินจีนกว่า 21,000 แห่ง และยังจัดสรรกองทุนพิเศษทะนุบำรุงสุเหร่าใหญ่ทุกปี ทำให้อาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่อยู่ภายในสุเหร่ายังคงความสมบูรณ์มั่นคงแข็งแรงถูกใช้สอยเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจเสมอมา และยังได้รับยกย่องให้เป็นโบราณสถานทางศาสนาอิสลามใหญ่ที่สุด 1 ใน 4 แห่งของเอเชียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทางสถาปัตยกรรมจีนผสมผสานความเชื่อตามหลักการของศาสนาอิสลามอันงดงามหาชมได้ยาก ภายในสุเหร่าใหญ่ ได้จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ศิลปวัตถุล้ำค่าหายากตามหมู่อาคารต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมกับอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชม มีพี่น้องมุสลิมทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ หรือกว่า 600,000 คน รวมทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำประเทศอีกจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมเยือน

อุทยานน้ำพุร้อนหัวชิงฉือ กับตำนานรักอมตะของพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟย
อุทยานน้ำพุร้อนหัวชิงฉือ (HUA QING SE) อยู่เชิงเขาหลี่ซัน (หลี่ แปลว่าม้าสีดำเงา ที่มีลักษณะท่าทีที่งดงาม) ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันออกประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ มีอุณหภูมิประมาณ 43-45องศาเซลเซียส เป็นอุทยานสรงน้ำของกษัตริย์มาแต่สมัยราชวงศ์โจว ต่อมาจนถึงราชวงศ์ฮั่นและถัง และได้รับชื่อว่า หัวชิงฉือ ในสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจง (TANG XUAN ZHONG) เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์อายุกว่า 3,000 ปี ขณะที่ความเก่าแก่ของตัวบ่อน้ำพุร้อนนั้นย้อนไปถึงกว่า 6,000 ปีแรกสร้างในสมัยโจวตะวันตก แต่มาแต่งเติมอย่างอลังการด้วยงบประมาณมากมายในสมัยเสวียนจงฮ่องเต้ เพื่อเป็นที่พักผ่อนสุดโรแมนติกกับสนมหยางกุ้ยเฟย หนึ่งในสี่สาวงามในตำนานของจีน นอกจากนี้ที่นี่ยังมี “ทะเลสาบเก้ามังกร” ขนาดใหญ่กว่า 5 พันตารางเมตร ที่รายรอบด้วยศาลาและตำหนักอันงดงามหลายหลังรวมทั้งห้องอาบน้ำเจียงไคเช็ก ที่ถูกกักตัวเพื่อต่อรองทางการเมือง

เมื่อเราเข้ามาเยือนอุทยานแห่งนี้ จุดสนใจอันดับแรกที่มองได้อย่างชัดเจนก็ คือ รูปปั้นสีขาวของพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟย (YANG GUI FEI) (ค.ศ. 718-756) ในท่วงท่าเพิ่งขึ้นจากสระน้ำอุ่น รูปปั้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความงามอันสะคราญยิ่งของนาง ที่มีสิริโฉมอันวิไลนัก ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าสระน้ำขนาดใหญ่

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือ ต้นทับทิมโบราณ ที่มีอายุมาแต่สมัยราชวงศ์ถัง มีอยู่ต้นหนึ่งอายุกว่า 1,200 ปี เชื่อกันว่าเป็นต้นทับทิมที่หยางกุ้ยเฟยเป็นผู้ปลูกไว้
                                                                                                                                                                                        

Powered by MakeWebEasy.com