มณฑลยูนนาน

Last updated: Apr 28, 2011  |  3595 จำนวนผู้เข้าชม  | 

มณฑลยูนนาน

มณฑลยูนนาน

มณฑลยูนนานมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของ มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์และยังคงมีร่องรอยความเจริญทางวัฒนธรรมของมนุษย์ใน ยุคแรกหลงเหลืออยู่ได้มีการขุดพบโครงกระดูกของมนุษย์โบราณบริเวณทะเลสาบ เตียนฉือ (ชานเมืองนครคุนหมิง) และทะเลสาบเอ๋อไห่ (เขตต้าหลี่) ซึ่งมีอายุนับย้อนหลังไปได้ตั้งแต่ 15 ล้านปี จนถึง 1 ล้านปี เช่น โครงกระดูกมนุษย์ Kaiyuan Dryopithecus โครงกระดูกมนุษย์ Lufeng Ramapithecus และ Yuanmou Man และมีการขุดพบหลุมฝังศพ ทางตอนใต้ของทะเลสาบเตียนฉือ ซึ่งคาดว่าจะมีอายุอยู่ในราวยุคสัมฤทธิ์ (Bronze Age)

มณฑลยูนนาน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นมณฑลจีนที่อยู่ใกล้ไทยมากที่สุด ยูนนานเป็นมณฑลที่มีความหลากหลายมากในหลายๆ ด้าน อาจจะกล่าวได้ว่ายูนนานเป็นดินแดน ที่มี ความหลากหลายมากที่สุดในทวีปเอเชียทั้งทวีป เป็นมณฑลเขตชั้นในที่ไม่มีทางออกทะเล มณฑลยูนนานนับเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งพันธุ์ไม้และสัตว์นานาชนิด จนได้รับสมญานามว่า "อาณาจักรแห่งพันธุ์ไม้" และ "อาณาจักรแห่งสัตว์" และยังมีแหล่งพลังงานทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำและพลังความร้อนจากถ่านหิน รวมทั้งมีแหล่งทรัพยากรท่องเที่ยวมากมาย ความหลากหลายและน่าสนใจดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นของยูนนาน ทำให้ยูนนานเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวทางด้านธรรมชาติที่สำคัญมากของจีน รัฐบาลยูนนานกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

มณฑลยูนนานมีพื้นที่ติดต่อดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับ เขตปกครองตนเองทิเบต และมณฑลเสฉวน ประเทศจีน
ทิศใต้ ติดต่อกับ รัฐฉาน ประเทศพม่า แขวงหลวงน้ำทา แขวงอุดมไซ แขวงพงสาลี ประเทศลาว และ จังหวัดเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ มณฑลกุ้ยโจว และเขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง ประเทศจีน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ รัฐกะฉิ่น และรัฐฉาน ประเทศพม่า

ขนาดพื้นที่มณฑลยูนนาน มีพื้นที่ 394,000 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศจีน) เกือบร้อยละ 93 ของพื้นที่ เป็นภูเขาและที่ราบสูง มีพื้นที่เพาะปลูกเพียงร้อยละ 7.3

ในด้านภูมิประเทศนั้น ยูนนานมีภูเขาสูงเกือบ 7 พันเมตร พื้นที่ ของยูนนานเป็นภูเขา เทือกเขา และที่สูงมากถึง 96% ของพื้นที่ทั้งหมด ยูนนานมีเขาที่ชันมาก มีที่ราบสูงหลาย แห่ง หุบเขาหลาย แห่ง และทะเลสาปหลายแห่ง ภูมิประเทศแบบนี้ทำให้ยูนนานมีความหลากหลาย มากและมี ทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ทำให้ยูนนานมีพันธุ์สัตว์ที่หลากหลายมากเช่นกัน ตั้งแต่สัตว์เมือง หนาวบนที่ราบสูง เช่น จามรี ถึงสัตว์เมืองร้อนเช่นช้าง  ยูนนานมีพันธุ์สัตว์มากถึงครึ่งหนึ่งของสัตว์ทั้งหมดในจีนซึ่งสัตว์บางชนิดก็หายาก เช่น ลิงจมูกเชิด (snub-nosed monkey) และแพนด้าแดง (red panda) สัตว์หายาก บางชนิดมีอยู่แค่ในยูนนานเท่านั้น

ทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญของยูนนาน ได้แก่ ตะกั่ว สังกะสี ดีบุก เหล็กและเหล็กกล้า ฟอสฟอรัส ถ่านหิน ทองแดง ฯลฯ ผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญได้แก่ ข้าว ใบยาสูบ ยางพารา อ้อย ใบชา สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ป่าไม้ ฯลฯ ผลิตผลทางอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ โลหะไม่เป็นสนิม (non-ferrous metal) อุตสาหกรรมฟอสฟอรัส พลังงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมหล่อโลหะ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ป่าไม้ อุตสาหกรรมผลิตบุหรี่ น้ำตาล ใบชา ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมไฟฟ้า ฯลฯ
เมืองคุนหมิง (นครแห่งฤดูใบใม้ผลิ)
เป็นเมืองเอกในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มณฑลยูนนานมีชนชาติต่างๆ ดำรงชีวิตอยู่ทั้งหมด 26 ชนชาติ เป็นมณฑลที่มีชนชาติมากที่สุดในประเทศจีน ในระยะอันยาวนานแห่งการพัฒนาประวัติศาสตร์ ชนชาติต่างๆ ได้สร้างศิลปวัฒนธรรมที่มีลักษณะพิเศษ และมีสีสรรค์หลากหลายของตนขึ้น 26 ชนชาติ 26 ภาษา ขนบประเพณี 26 ชนิด ความสำเร็จในการจัดการ จัดงานเอกชโปคุนหมิง 99 ประเทศจีน ได้ทำให้ยูนนานมีภาพพจน์ที่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยว

มณฑลยูนนานมีชื่อเสียงอันดีงามว่าเป็น "ทางใต้เมฆสี" "แหล่งเกิดเขียวชอุ่ม" ณ ที่นี้มีภูเขา และแม่น้ำลำธารสวยสดงดงาม มีวิวทัศน์ธรรมชาติสวยวิจิตระการตา มีภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยหิมะตลอดปีในซีกโลกเหนือมีป่าดึกดำบรรพ์อันหนาทึบ มีหุบเขาอันลึกลับและอันตราย มีสิ่งมหัสจรรย์ป่าหิน ถ้ำหิน และถ้ำหินย้อยที่ก่อขึ้นจากการผันแปรของลักษณะภูมิประเทสคาร์สท์....สิ่งเหล่านี้ ทำให้ยูนนานกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานทางทัศนียภาพธรรมชาติ

เมืองคุนหมิง มีจำนวนประชากรประมาณ 4 ล้านกว่าคน โดยมีประมาณ 1,055,000 คน ประชากรส่วนใหญ่ในคุนหมิงเป็นชาวจีนฮั้น และใช้ภาษาท้องถิ่นซึ่งมีสำเนียงที่จัดอยู่ในกลุ่มแมนดารินใต้ แต่ภาษามาตรฐานกลางหรือภาษา Mandarin ก็เป็นภาษาที่ใช้สื่อสาร และเข้าใจกันได้ทั่วไป ตัวเมืองคุนหมิง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบเตียนฉือด้านทิศเหนือ เนื่องจากมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี จึงถูกขนานนามว่า "นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ"

ภูมิประเทศ พื้นที่ทางตอนเหนือสูง ส่วนทางตอนใต้ต่ำ ความสูงต่ำต่างกันมาก ด้านใต้สูงราว 1,500-2,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนด้านเหนือสูงประมาณ 3,000-4,000 เมตร ยอดเขาข่าเก๋อป๋อแห่งทิวเขาหิมะเหมยหลี่ สูงถึง 6,740 เมตร สูงที่สุดในยูนนาน และที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและท้าทายนักนิยมกีฬาไต่เขาจากทั่วโลก

คุนหมิงเป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมหลักคือ ด้านการท่องเที่ยว ดังนั้น เรื่องการจัดระเบียบต่างๆ รวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในเมืองจึงทำได้ดี มีสถานที่สำหรับเดินเล่นพักผ่อนหย่อมใจมากมายหลายแห่ง ทั้งภายในตัวเมืองและรอบๆ ตัวเมือง และยังมีค่าครองชีพที่นับว่าถูกมากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่งหรือ เซี่ยงไฮ้ เป็นต้น

สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองคุนหมิง

ประตูมังกร เขาซีซาน

ตั้งห่างจากตัวเมือง 29 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของวัดในลัทธิเต๋า สร้างในช่วง ค.ศ.1718-1843 ผ่านอุโมงค์หินที่สกัดไว้ตามไหล่เขา พร้อมชมศาลเจ้าและวัดจีนลัทธิเต๋า ซึ่งสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับ 1,000 ปี ชมความงดงามของ ทะเลสาบคุนหมิง เตือนฉือ จากมุมมองจากที่สูง มาลอดประตูมังกร หลงเหมิน ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เชื่อกันว่าเป็น ประตูแห่งความสิริมงคล ซึ่งถ้าผู้ใดได้เดินลอดผ่านประตูแห่งนี้ จะประสบแต่ความสำเร็จโชคดี ประตูแห่งนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมหน้าผา

วัดหยวนทง
เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของมณฑลยูนนาน ตั้งอยู่ที่ถนนหยวนทงเจียง เป็นอารามทางพระพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในคุนหมิง วัดแห่งนี้เป็นวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเมืองคุนหมิง ภายในวัดตกแต่งร่มรื่นสวยงาม กลางลานมีสระน้ำขนาดใหญ่ สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังมีอายุยาวนานประมาณ 1,200 กว่าปี เนื่องจากวัดแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดโดยตรง แต่เคยเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิมมาก่อน ดังนั้นคำว่า “หยวนทง” จึงเป็นชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ของเจ้าแม่กวนอิม

อุทยานป่าหิน
อุทยานป่าหิน ในมณฑลยูนนาน ตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ห่างจากเมืองคุนหมิง ได้ราว ๆ 90 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในอำเภอสือหลิน ภายในพื้นที่ 350 ตารางกิโลเมตรที่มีภูเขาสูงๆต่ำๆทอดตัวยาวเหยียดออกไปแห่งนี้ มียอดหินและเสาหินใหญ่น้อยตั้งเรียงรายกระจัดกระจายอยู่ตามเนินเขา ป่าหินแห่งนี้จัดว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หินลักษณะสวยงามแปลกตาเหล่านี้ล้วนเป็นหินปูนที่แต่เดิมอยู่ใต้ผิวน้ำและ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหินเหล่านี้จึงถูกดันให้โผล่ขึ้นเหนือผิว น้ำกลายเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามโดดเด่นป่าหินแห่งนี้ประมาณกันว่า มีอายุราว 270 ล้านปี
 
เมืองต้าหลี่
เป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองชนชาติไป๋ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนานซึ่งเป็นมณฑลชายแดนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงระหว่างเทือกเขาชางซานทางด้านตะวันตก และทะเลสาบเอ๋อไห่ทางด้านตะวันออก เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไป๋และชาวอี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ต้าหลี่เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรของชาวไป๋ในราวศตวรรษที่ 8-9 ต่อมาได้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรต้าหลี่ในปี พ.ศ. 1480 - 1796 และยังเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏชาวจีนมุสลิม (จีนฮ่อ)ระหว่างปี พ.ศ. 2399 - 2406 ต้าหลี่ยังมีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งผลิตหินอ่อนหลากหลายชนิด ซึ่งนำไปใช้ในการก่อสร้างและประดับตกแต่งอาคาร
 
ปัจจุบันนี้ ต้าหลี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศ ต้าหลี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลยูนนาน โดยมีชื่อเสียงมาจากแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และถนนนานาชาติ ซึ่งมีทั้งอาหารแบบตะวันตก ดนตรีสากล และผู้คนที่พูดภาษาอังกฤษ จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศ ภายในเมืองยังมีร้านกาแฟอยู่มากมาย ทำให้มีบรรยากาศเหมือนเมืองในยุโรปอย่างเช่นอัมสเตอร์ดัม
 
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ
เมืองโบราณต้าหลี่ สร้างขึ้นเมื่อกว่า 1000 ปีก่อน ถึงแม้ได้ผ่านกาลเวลามาช้านาน แต่เมืองโบราณแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวจะเห็นประตูเมืองทั้งด้านใต้และด้านเหนือที่มีสถาปัตยกรรมสอด รับกัน ตามสองฟากของถนนสายเก่าแก่มีบ้านโบราณปลูกสร้างไว้อย่างกระจัดกระจาย มีถนนสายเก่าแก่ที่ตัดผ่านตัวเมืองโบราณสายหนึ่งซึ่งทุกวันนี้ได้กลายเป็น ถนนย่านการค้าที่เจริญคึกคัก ตามสองข้างถนนเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มีพ่อค้าชาวชนชาติไป๋ที่แต่งชุดประจำชนชาติกำลังค้าขายสิ้นค้าพื้นเมือง ต่างๆ เช่น หินอ่อนต้าหลี่ ผ้าพื้นเมืองและเครื่องเงิน เป็นต้น ภายในเมืองโบราณแห่งนี้ยังมีถนนเล็กๆสายหนึ่งจากทางทิศตะวันออกไปสู่ทางทิศ ตะวันตก ตามสองฟากของถนนสายนี้เต็มไปด้วยภัตตาคารอาหารจีนและอาหารตะวันตก ร้านกาแฟและร้านน้ำชาที่ประกอบการโดยชาวต่างชาติ ถนนสายนี้จึงขึ้นชื่อว่า "ถนนสายต่างชาติ"ถนนสายนี้มีกลิ่นอายของทั้งความเก่าแก่และความทันสมัยผสม ผสานกันจึงสามารถดึงดูดชาวต่างประเทศจำนวนมากให้หลั่งใหลกันไปท่องเที่ยวตาม ถนนสายนี้ไม่ขาดสาย นับเป็นทัศนียภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน
 
เจดีย์สามองค์ในวัด "ฉงเซิ่ง" เจดีย์นี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโบราณต้าหลี่ไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณด้านหลังของเจดีย์เป็นภูเขาชังซานที่สูงสง่างาม และด้านหน้าเป็นทะเลสาบเอ๋อไห่ที่สวยงามกว้างใหญ่ เจดีย์สามองค์นี้มีสีขาวทั้งหมด สร้างขึ้นเมื่อกว่า 1000 ปีที่แล้ว เจดีย์องค์หลักมีชื่อว่าเจดีย์ "เชียนหลินถ่า" สูงประมาณ 70 เมตร มี 16 ชั้น ตามบริเวณสองข้างของเจดีย์องค์หลักมีเจดีย์ขนาดเล็กสร้างอยู่เคียงกันด้านละแห่ง เจดีย์สามองค์นี้มีรูปทรงที่สอดรับกลมกลืนกัน มีความสวยงามเป็นยิ่งนัก
 
ทะเลสาบเอ๋อไห่ ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเจดีย์สามองค์นั้นเป็นทะเลสาบน้ำจืดบนที่ราบสูง จึงได้สมญานามว่า "ไข่มุกบนที่ราบสูง" น้ำในทะเลสาบแห่งนี้ใสสะอาดจนสามารถมองเห็นถึงทัศนียภาพใต้น้ำ และมักจะมีหมอกควันลอยขึ้นเหนือทะเลสาบอันกว้างใหญ่นี้ ทำให้ทิวทัศน์ตามบริเวณทะเลสาบสวยงามยิ่งนัก
 
น้ำพุ "หูเตี๋ย"หรือบ่อน้ำพุ "ผีเสื้อ" ที่มีชื่อเสียง น้ำในบ่อน้ำพุใสสะอาดยิ่ง มีต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ริมบ่อน้ำพุ ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมทุกปี จะมีผีเสื้อเป็นจำนวนมากชวนกันบินไปเกาะอยู่บนต้นไม้ต้นนี้ มีสีสันหลากหลาย สวยงามยิ่งนักนับเป็นความงามอันแปลกตาอีกอย่างของบ่อน้ำพุผีเสื้อ มีตำนานที่น่าประทับใจเกี่ยวกับบ่อน้ำพุผีเสื้อ เล่ากันว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์ มีสาวงามคนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในเขตเชิงเขาชังซาน สาวคนนี้ชื่อ "เสียกู" เธอมีคู่รักคนหนึ่งชื่อ "เหวินหลัง" ทั้งสองคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กและสนิทสนมรักใคร่กัน จนอยู่มาวันหนึ่ง มีคหบดีในท้องถิ่นคนหนึ่งเห็นสาวงามเสียกูแล้วเกิดความรักใคร่ จึงคิดจะแย่งมาเป็นของตนเองเมื่อทราบเรื่องเข้า หนุ่มเหวินหลังจึงได้พาสาวเสียกูหนีไปถึงบ่อน้ำพุผีเสื้อคหบดีคนนั้นได้ เกณฑ์คนให้ตามล่าหนุ่มสาวทั้งสองมาถึงบริเวณบ่อน้ำพุแห่งนั้น หนุ่มสาวคู่นี้เมื่อหมดหนทางที่จะหนีต่อไปได้จึงได้พร้อมใจกันกระโดดลงสู่ บ่อน้ำพุทั้งคู่ หลังจากมีพายุและฝนกระหน่ำหนักสักครู่ บริเวณเหนือน้ำพุได้ปรากฏรุ้งสายหนึ่งสีสดใสและมีผีเสื้อสองตัวบินเคียงกัน ออกจากบ่อน้ำพุแห่งนั้น ต่อมา เพื่อระลึกถึงคู่รักคู่นี้ คนท้องถิ่นจึงเรียกบ่อน้ำพุแห่งนี้ว่า "บ่อน้ำพุผีเสื้อ"
 
เมืองจงเตี้ยน หรือ “แชงกรีลา”
เมืองจงเตี้ยน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน เขตปกครองพิเศษของชาวธิเบตตี๋ชิ้ง ตั้งอยู่บนที่ราบในวงล้อมของขุนเขา เมืองจงเตี้ยน เป็นถิ่นฐานของชาวทิเบต ซึ่งตามชานเมืองยังคงรักษาเอกลักษณ์ของบ้านที่ก่อดินขึ้นเป็นตึกสี่เหลี่ยม แต่งด้วยไม้ซุงขนาดใหญ่ ผู้คนยังแต่งกายพื้นเมือง คำว่า"จง" นั้นหมายถึงศูนย์กลาง หรือสิ่งที่กว้างใหญ่อันเป็นศูนย์กลาง ส่วน"เตี้ยน" นอกจากจะแปลว่าทุ่งหญ้าแล้ว ยังอาจแปลว่า อาณาจักร ได้ด้วย ลักษณะภูมิประเทศของเมืองจงเตี้ยน เป็นที่ราบทุ่งหญ้า มีภูเขาล้อมรอบ ในปีพ.ศ. 2545 รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนชื่อเมืองจงเตี้ยน (อีกครั้ง จากเดิมที่มีชื่อในภาษาธิเบตว่า เจี้ยนถัง) เป็น"แชงกริ-ล่า" ภาษาจีนออกเสียงว่า "เซียงเกอ หลี ลา xiang Ge Le La แปลว่า ที่ซึ่งสุริยันจันทราประทับในดวงจิต

สถานที่ท่องเที่ยว

วัดใหญ่ที่สำคัญของเมืองคือวัดซงซานหลิน (Songzanlin)ห่างจากเมืองจงเตี้ยนไปทางเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร วัดนี้สร้างในสมัยทะไลลามะองค์ที่ 5 ในช่วงศตวรรษที่ 18 สมัยจักรพรรดิ์คังซี แห่งราชวงศ์ชิง สร้างจำลองแบบจากพระราชวังโปตาลา (Potala) ในกรุงลาซา (Lhasa) มาไว้ เป็นวัดนิกายลามะแบบธิเบตที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน อายุเก่าแก่กว่า 300 ปี และในยามเทศกาล ชาวทิเบตที่นี่ยังคงรักษาประเพณีที่จะจัดขึ้นตามวัดสำคัญๆ เหล่านี้ ด้วยการเต้นระบำหน้ากากและเป่าแตรงอน

“แชงกรีล่า” การเดินทางไปสู่แชงกรีล่านั้นต้องเดินทางไต่ไหล่เขาไปเรื่อยๆ ใช้เวลานานพอสมควร ไม่ต่างอะไรกับดินแดนในฝัน โดยชื่อแชงกรีลานั้นมาจากภาษาธิเบต หมายถึง หนทางนำไปสู่ดวงตะวันและดวงจันทร์โดยดวงจิต และแปลอีกความหมายหนึ่งว่า ดินแดนอีกด้านหนึ่งของโลกหรือแดนสวรรค์บนโลก

“เขตอนุรักษ์ธรรมชาติย่าดิง” (Yading) หรือที่เรียกขานกันว่า “หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน” จากจงเตี้ยน ต้องผ่านเส้นทางเซียงเฉิง-ต่าวเฉิง ห่างจากเมืองต่าวเฉิงประมาณ 100 กิโลเมตร สูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 3,600 เมตร มหัศจรรย์ใจกับการชมผืนป่าที่มีใบไม้เปลี่ยนสี ผืนหญ้าดารดาษไปด้วยดอกไม้ป่าสดสวย ลำธารใสไหลเย็น และภูเขาหิมะขาวโพลน ธารน้ำแข็งบนโตรกผาแม่น้ำแยงซีที่สูงที่สุดในโลก โดยใช้ม้าเป็นพาหนะเดินทางเพื่อชื่นชมทัศนียภาพที่ยากจะลืมได้ลง
 
สิบสองปันนา
สิบสองปันนา มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา 12,000 ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) เป็นเมืองของชาวไทลื้อ ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับประเทศพม่า และตะวันออกเฉียงใต้ติดกับประเทศลาว "เชียง" แปลว่า "เมือง" และ "รุ่ง" แปลว่า"รุ่งอรุณ" ว่า "เชียงรุ่ง" จึงแปลได้ว่าเมืองแห่งรุ่งอรุณอันสดใส ภาษาไทลื้อ ชาวไทลื้อ มีลักษณะ ขนบธรรมเนียม ประเพณี คล้ายคลึงกับไทยเรามาก ยิ่งถ้าเป็น คนไทยภาคเหนือ ยิ่งส่งภาษากันรู้เรื่อง เพราะพื้นฐานภาษาใกล้เคียง กันมาก ช่วงกลางของแม่น้ำโขงซึ่งมีต้นน้ำไหลมาจากทิเบต แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านสิบสองปันนามีความยาว 158 กิโลเมตร

สิบสองปันนา เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียกว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง สิบสองปันนา มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่น นี้ สิบสองปันนาจึงเป็นแหล่งปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน สิบสองปันนาได้รับสมญานามว่าเป็นอาณาจักรแห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน และเป็นดินแดนหนึ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่น ดินอันกว้างใหญ่ไพศาล มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตร อย่างผืนป่าสิบสองปันนา เชียงรุ่งได้ชื่อว่า ดินแดนแห่งนกยูง เพราะมีนกยูงอาศัยอยู่ จำนวนมากในป่า นกยูงยังเป็นสัญลักษณ์แห่ง โชคลาภ และ ความสุขอีกด้วย

ประวัติ
ในสมัยโบราณนั้น เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้า มีเมืองหลวงอยู่ที่ หนองแส หรือ เมือง ต้าลี่ ในประเทศจีนปัจจุบัน สิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง เมื่อประมาณ 825 ปีก่อน โดย พญาเจือง หรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1 ในตำราของไทย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมองโกลได้รุกรานอาณาจักรล้านนา ส่วนสิบสองปันนานั้นจึงได้เป็นของมองโกล และก็ได้เป็นของจีนต่อมา(ตามประวัติศาสตร์จีน) การอ่อนแอของราชวงค์อาฬโวสวนตาลครั้งแรกเริ่มคราวสมัยสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 3 (ท้าวอ้ายปุง) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงค์อาฬโวสวนต๋าน จากนั้นเกิดความวุ่นวายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สุดท้ายถึงรัชกาลที่ 24 ท้าวอินเมิง (ท้าวอินเมือง) อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมากที่สุด การขยายอณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุ๋ง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองลื้อเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครอง หัวเมืองประเทศราช ซึ่งหากมองมาถึงปัจจุบันมีชาวไทลื้อกระจายไปทั่วทั้งเมืองแถน หัวเมืองทางเหนือของลาว ทุกเมือง รัฐฉานของพม่า จนถึงเชียงตุง และแถบไต้คง สิบสองปันนาดำรงความมั่นคมเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวมองโกล และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้งในปี พ.ศ. 1835 การสิ้นสุดอำนาจการปกครอง และการยอมรับอำนาจของมองโกล เมื่อรัชกาลที่ 33 เมื่อพระเจ้ากรุงจีนส่งตราหัวเสือ(จุ่มกาบหลาบคำ)มาให้เป็นตราแผ่นดินแทนตรานกหัสดีลิงก์ การเปลี่ยนชื่อเจ้าผู้ครองนคร จากชื่อภาษาไทลื้อ เป็นภาษาจีน เริ่มขึ้นในยุคนี้ เจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า

วัดป่าเจ ซึ่งเป็นวัดไทยลื้อ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เวียนเทียนรอบเจดีย์ขาวซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ ของคนเชียงรุ่งอย่างมาก แล้วไปชมสวนหม่านทิง สวนสาธารณะประจำเมืองเชียงรุ่งซึ่งมีความหมายว่า สวนแห่งวิญญาณ

 
อำเภอลู่เหลียงมณฑลยูนนาน
อำเภอลู่เหลียงตั้งอยู่ใจกลางแอ่งที่ราบลู่เหลียงซึ่งเป็นแอ่ง ที่ราบที่ใหญ่ที่สุด ในมณฑลยูนนาน เนื่องจากด้านใต้ของแอ่งที่ราบมีลำน้ำไหลผ่าน จึงกลายเป็นเขตดินดอนสามเหลี่ยม และหุบเขาหินทรายที่เกิดจากแรงลมและสายน้ำที่ค่อยกัดเซาะทราย และดินจนเป็นหุบเขาที่มีคุณสมบัติพิเศษคือจะเปลี่ยนสีไปตาม สภาพอากาศในแต่ละฤดู ดินฟ้าอากาศและแสงสว่าง เพราะมีแร่ธาตุอย่างน้อย 48 อย่างอยู่ในเม็ดทราย เมื่อนักท่องเที่ยว ไปถึงหุบเขาทรายเปลี่ยนสีก็เสมือนหนึ่งอยู่ในภาพเขียน 7 สีที่สวยสดงดงามยิ่ง สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

หินทรายแกะสลักเป็นรูปแบบใหม่ทางศิลปะชนิดหนึ่ง ศิลปินมักจะใช้หินทราย และน้ำเป็นวัตถุดิบ ด้วยวิธีการทั้งถม ขุด แกะสลักและตักทรายตามจินตนาการของตน สร้างเป็นผลงาน หินทรายแกะสลักที่ตระการตา เริ่มตั้งแต่ปีค.ศ. 2001 เป็นต้นมา

วัดต้าเจว๋ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ก็เป็นสถานที่ที่พลาดชมไม่ได้หาก ไปเยือนอำเภอลู่เหลียง ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ในยุคสมัยราชวงศ์ หมิงและราชวงศ์ชิงเมื่อปลายศตวรรษที่14 วัดต้าเจว๋ก็มีชื่อ เสียงโด่งดังพอ ๆ กับวัดหัวถิ๋งและวัดไท่หัวของเมืองคุนหมิง

ป่าทรายหลากสี ขึ้นอยู่กับอำเภอลู่เหลียงของนครชวีจิ้ง ตั้งอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอลู่เหลียงและหากจากอำเภอลู่เหลียง 18 กิโลเมตร อำเภอลู่เหลียงมีเนื้อที่ 2,018 ตารางกิโลเมตร ที่ราบลุ่มลู่เหลียงเป็นที่ราบลุ่มใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน มีประวัติและวัฒนธรรมยาวนาน ได้รับสมญานามว่าอู่ข้าวอู่น้ำของภาคตะวันออกยูนนาน และเป็นเขตที่ผลิตผ้าไหมที่ดีที่สุดด้วย ลู่เหลียงมีสถานที่โบราณวัตถุหลายแห่ง นอกจากเป็นสถานที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์จีนแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมตระกุลช่วนซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของราชวงศ์ซีหั่น – ซีจิ้งเป็นเวลา 500 ปี ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญซึ่งมีชื่อเสียงในจีนและทั่วโลก ศิลาจารึกช่วนหลงเหยนซึ่งเป็นวัตถุโบราณระดับประเทศจีน นอกจากนี้แล้วยังมีสวนดอกบัวหมื่นไร่ วัดด้าเจว่ วัดเชียนโฝ สวนป่าไม้ระดับชาติทิวเขาหวุ่เฟิง มีแม่น้ำไม่จื่อที่ใสสะอาดเป็นต้น แต่สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือป่าทรายหลากสี เข้ามาป่าทรายหลากสี ก็เข้าถึงสวนการตกแต่งทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทรายหลกสีที่นี่ได้ดึงดูดสายตาสมาชิกของสมาคมการตกแต่งทรายสากร จึงจัดที่นี่เป็นเข็ตการแข็งขันตกแต่งทรายระดับโลกด้วย ตั้งแต่ปีค. ศ. 2001 จนถึงปัจจุบันนี้ ที่นี่ได้จัดการแข่งขันตกแต่งทรายสากลถึง 5 รุ่น
                                                                                                                                                    

Powered by MakeWebEasy.com